เจาะลึกอุปกรณ์แก๊สมีอะไรบ้าง?

จาะลึกอุปกรณ์แก๊สมีอะไรบ้าง
*มาตรฐานตามกฎหมายที่กรมขนส่งฯยอมรับ *ควรเลือกใช้แบบไหนปลอดภัยมั่นใจได้…

 

 

1.ถังแก๊ส — > ถังโดนัท/ถังแคปซูล

เป็นหัวใจหลักของอุปกรณ์แก๊ส ใช้สำหรับบรรจุเชื้อเพลิง ซึ่งส่วนใหญ่จะผลิตจากเหล็กกล้า ทำให้ตัวถังมีความปลอดภัยสูง และต้องได้มาตรฐานตามกฎหมายที่กรมขนส่งฯ เฃ่น “มอก.370/2525” และ “EC 67 R01” ซึ่งเป็นมาตรฐานยุโรปที่กฎหมายไทยให้การยอมรับ.
ส่วนมาตรฐานอื่น ๆ ที่อนุญาตให้ใช้ได้ เช่น
– มาตรฐาน “ECE R” แต่ต้องเป็นถังแก๊สที่ติดตั้งมากับรถที่ประกอบจากต่างประเทศ
– กรณีร้านติดตั้งแก๊สที่มีการนำเข้าถังจากต่างประเทศโดยตรง เช่น ถังโดนัท ต้องมีมาตรฐาน “ECR 67”

2.มัลติวาล์ว

 

ถือเป็นอุปกณ์สำคัญสำหรับถังแก๊ส LPG ทำหน้าที่ควบคุมการจ่ายเชื้อเพลิงแก๊ส ป้องกันการรั่วซึมของท่อและสายแก๊ส รวมถึงป้องกันแก๊สรั่วกรณีเกิดอุบัติเหตุ
.
-โดยวาล์วไฟฟ้า (Solenoid Valve) ซึ่รับคำสั่งจากล่อง ECU จะประกอบด้วยส่วนสำคัญคือมี“วาล์วนิรภัย” ถึง 3 ชั้น ได้แก่ วาล์วระบายแรงดันเกิน (Pressure Relief Valve), วาล์วป้องกันการไหลเกิน (Excess Flow Valve) และฟิวส์ตะกั่ว (Thermal Fuse)
.
-มัลติวาล์วคุณภาพสูง คือ ผ่านมาตรฐาน “ยุโรป” E8 ECE 67R – 01 308
.
-วาล์วที่จำหน่ายในไทยมีให้เลือกหลากหลายยี่ห้อ ทั้งนำเข้าจากยุโรป เกาหลี อินเดีย และจีน การเลือกใช้นอกจากสังเกตมาตรฐาน ต้องดูผู้นำเข้าจัดจำหน่ายด้วยว่าน่าเชื่อถือได้หรือไม

3. หม้อต้มแก๊ส (Reducer)

 

เป็นอุปกรณ์ปรับแรงดันและทำไอแก๊ส กล่าวคือแก๊สจากถังต้องผ่านหม้อต้มแก๊ส เพื่อเปลี่ยนสถานะจากของเหลวให้กลายเป็นไอ แล้วจึงส่งต่อไปที่เครื่องยนต์ ซึ่งต้องอาศัยพลังงานความร้อนจากรถยนต์ คือน้ำจากหม้อน้ำเพื่อให้แก๊สเปลี่ยนสถานะเร็วขึ้น

-หม้อต้มแก๊สต้องเป็นไปตามมาตรฐาน “ECR 67” ต้องดูกำลังแรงม้าของรถกี่ cc. เพื่อใช้คำนวณว่าควรใช้หม้อต้มขนาดเท่าไหร่ หรือปุกรณ์ปรับลดแรงดันที่รงรับแรงม้าของรถได้ ซึ่งต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด
-หม้อต้มแก๊ส LPG จะมีอยู่ 2 ระบบ คือ 1.หม้อต้มแก๊สระบบดูด จะใช้กำลังจากเครื่องยนต์ดูดแก๊สไปใช้งาน // 2.หม้อต้มแก๊สระบบแก๊สหัวฉีด จะมีแรงดันประมาณ 2 บาร์ ในการส่งแก๊สไปยังหัวฉีดแล้วจ่ายต่อไป

4.กรองแก๊ส

-หนึ่งในหัวใจของการ “เช็คระยะรถติดแก๊ส” ไม่ว่าจะเป็น LPG/NGV เพราะเป็น “ด่านแรก” ในการดักเศษฝุ่น คราบน้ำมันทาร์ น้ำมันคอมเพลสเซอร์ ไม่ให้ผ่านเข้าไปหัวฉีด กรองแก๊สจึงมีผลในการป้องกันเครื่องยนต์สึกหรอ ราคาจึงค่อนข้างสูง ควรเช็คระยะและเปลี่ยนตามกำหนด ทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 20,000 กม.
.
-มาตรฐานกรองแก๊สขึ้นอยู่กับวัสดุที่ผลิต ความละเอียดในการกรอง แล้วแต่รุ่น/ยี่ห้อ เช่น กรองแก๊สยี่ห้อ AC ระยะการใช้งานประมาณ 20,000 กม. กรองแก๊สยี่ห้อ Prins ระยะการใช้งานประมาณ 30,000 กม. เพื่อการันตีว่าไม่ทำให้หัวฉีด ระบบเครื่องยนต์ ระบบแก๊สเสียหาย

 

5.แป๊ปทองแดง (ท่อแก๊ส) 

-ตามกฎหมายบังคับให้เป็นมาตรฐาน “ECR 67” เพราะส่วนมากผลิตจากต่างประเทศ มีการใช้ยางหุ้มทองแดงมาจากโรงงาน กันน้ำ กันการรั่วซึม คงทนแข็งแรง อายุการใช้งานนานกว่าสมัยก่อน ที่เป็นการใช้แป็ปทองแดงโล้น ๆ มาพันผ้าหรือเทป
.
-หากทำไม่ถูกวิธีอาจเกิดอันตราย เวลาโดนน้ำทำให้ผุกร่อน/เป็นสนิม ซึ่งปัจจุบันกฎหมายไม่อนุญาตให้ใช้

 

6.ท่อยางแก๊ส (LPG Hose)

-ทำหน้าที่เป็นทางเดินแก๊สระหว่างอุปกรณ์แก๊สแต่ละตัวในห้องเครื่อง ซึ่งท่อยางแก๊สมีหลายเกรด มาตรฐานความปลอดภัยก็จะต่างกันตามวัสดุที่ผลิต
-การใช้ท่อยางแก๊สที่ไม่มีคุณภาพ/เสื่อมคุณภาพ เช่น แข็ง(กรอบ) มีรอยแตกร้าว/แตกลายงา อาจจะเป็นเพราะใช้งานมานานหรือวัสดุไม่มีคุณภาพ เป็น “ความเสี่ยง” อย่างมากที่จะเกิดอันตรายจากการรั่ว สิ้นเปลืองเชื้อเพลิง หรือเป็นสาเหตุของไฟไหม้ 
-วิธีเช็คเบื้องต้นคือทดลองหักหรืองอดู ถ้าลักษณะเริ่มแข็งตัว มีรอยแตกร้าว แสดงว่าเสื่อมสภาพ ควรรีบเปลี่ยนทันที
-เพื่อความปลอดภัยควรเช็คระยะและเปลี่ยนท่อยางแก๊สตามกำหนด เช่น ทั่วไปจะเปลี่ยนทุก ๆ 50,000 กม. / 1 ปี หรือทุก ๆ 100,000 กม. / 3 ปี

 

7.หัวฉีดแก๊ส / รางหัวฉีด

-เป็น “ด่านสุดท้าย” ในการจ่ายแก๊สไปยังระบบจุดระเบิดในห้องเครื่อง ทำให้เครื่องยนต์มีกำลังในการขับเคลื่อน จึงจำเป็นต้องเลือกใช้ที่ได้มาตรฐาน ซึ่งจะทำให้การจ่ายแก๊สเป็นไปได้อย่างแม่นยำ
-หัวฉีด/รางหัวฉีด ถูกกำหนดให้เป็นตามมาตรฐาน “ECE R67”
-หากใช้อุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐาน อาจเกิดอันตรายกับเครื่องยนต์ เพราะการจ่ายแก๊สของแต่ละสูบมักไม่เท่ากัน พอจ่ายไม่เท่ากันโอกาสที่เครื่องพังจึงค่อนข้างสูง

 

8.ชุด ECU แก๊ส ประกอบด้วย

-กล่อง ECU —> ทำหน้าที่ประมวลผลและควบคุมการฉีดแก๊สเข้าสู่ระบบ ถูกกำหนดให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กฎกระทรวงกำหนดไว้อยู่แล้ว หรือควรเลือกยี่ห้อหรือผู้นำเข้าที่เชื่อถือได้ มีการรับประกันหลังการขาย
-สายไฟในชุดแก๊ส — > ทำหน้าที่เชื่อมต่ออุปกรณ์และเซ็นเซอร์ต่างเข้ากับกล่อง ECU แก๊ส
– สวิท บอกปริมาณแก๊ส — > ทำหน้าที่เปลี่ยนระบบแก๊สกับน้ำมัน และบอกระดับแก๊สที่อยู่ในถัง เมื่อแก๊สหมดจะมีสัญญาณเสียงร้องเตือน แล้วจะดับระบบกลับไปใช้น้ำมันอัตโนมัติ
-นาฬิกา แสดงผลที่ถัง — > ทำหน้าที่วัดระดับแก๊สเพื่อส่งสัญญาณกลับไปที่กล่อง ECU เพื่อทำการบอกระดับแก๊ส
-Map Sensor — > ทำหน้าที่วัดแรงดันแก๊สที่อยู่ในรางหัวฉีดและท่อไอดี เพื่อส่งสัญญาณให้กับกล่อง ECU ซึ่งในกรณีที่ท่อแก๊สขาด แรงดันที่หัวฉีดจะลดลง แมพเซ็นเซอร์จะส่งสัญญาณไปยังกล่อง ECU ให้สั่งหยุดการจ่ายแก๊สทันท

2,282 total views, 25 views today