อุปกรณ์แก๊สที่ติดในรถคุณ”ปลอดภัย”จริงหรือ?

0
8

มาตรฐานอุปกรณ์แก๊สรถยนต์ตามที่กฏหมายกำหนด มีอะไรบ้าง

ผู้ใช้รถยนต์ควรเลือกอุปกรณ์มาตรฐานที่มีเครื่องหมายมาตรฐานตรงตามประกาศของกรมการขนส่งทางบก ที่ออกมาในรูปแบบกฎกระทรวง ทั้งในส่วนของมาตรฐานอุปกรณ์เอ็นจีวี และแอลพีจี สามารถหาข้อมูลได้จากเว็บไซต์ของกรมการขนส่งทางบก (www.dlt.go.th)

สาระสำคัญในประกาศฯที่ควรอ่านให้เข้าใจก็จะเป็นส่วนของมาตรฐานอุปกรณ์แก๊สรถยนต์ ที่ประกอบด้วย วาล์ว ถังแก๊ส ชุดควบคุม ชุดอิเล็กทรอนิกส์  ท่อทางต่าง ๆ มีทั้งท่ออ่อน และท่อแข็ง อุปกรณ์เหล่านี้ต้องได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด

ทุกคนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับมาตรฐานให้เข้าใจทะลุปรุโปร่ง

ถ้าผู้ใช้หรือผู้ติดตั้งฯ ไม่มั่นใจว่าควรจะเลือกติดตั้งอุปกรณ์ยี่ห้อไหนดี ถึงจะปลอดภัย ให้ดูมาตรฐานตรงนี้เป็นหลัก อย่างเช่น ถังแก๊สจะมีเครื่องหมายมาตรฐานสองรูปแบบ คือ มอก.370/2525 กับ EC 67 R01 ซึ่งเป็นมาตรฐานยุโรปที่กฎหมายไทยให้การยอมรับ

1.ถังแก๊ส

สำหรับอุปกรณ์ประเภทอื่นที่ไม่ใช่ถังแก๊ส เช่น หม้อต้ม วาล์ว และชุดควบคุมต่าง ๆ นั้น ให้สังเกตเครื่องหมายมาตรฐานจากต่างประเทศ อาทิเช่น ECE R67, ECE R110หากสำรวจพบเครื่องหมายมาตรฐานติดที่อุปกรณ์จะสามารถมั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่าอุปกรณ์ชิ้นนั้นผ่านการทดสอบและรับรองมาตรฐานแล้ว

เป็นหัวใจหลักของการติดตั้งอุปกรณ์แก๊สกฎหมายของขนส่งฯให้การยอมรับเฉพาะถังที่มี มอก. ส่วนของมาตรฐาน ECE R ที่อนุญาตให้ใช้ได้นั้น ต้องเป็นถังแก๊สที่ติดตั้งมากับรถที่ประกอบจากต่างประเทศแต่ถ้านำเข้าถังจากต่างประเทศโดยตรง เช่น โดนัท ที่มี ECR 67 “สามารถผ่านมาตรฐานได้

2.วาล์ว

วาล์วที่มีจำหน่ายในบ้านเรามีให้เลือกหลากหลายยี่ห้อ มีทั้งนำเข้าจากยุโรป เกาหลี อินเดีย และจีน ฯลฯ การเลือกใช้นอกจากสังเกตดูเครื่องหมายมาตรฐานแล้ว ต้องเลือกดูผู้นำเข้ามาจัดจำหน่ายด้วย ว่า เชื่อถือได้มากแค่ไหน ควรหาข้อมูลว่าผู้ขายมีชื่อเสียงในด้านนี้อย่างไร มีประวัติการขายของก๊อปปี้หรือไม่ ด้วย

3.ท่อแก๊ส

ท่อแก๊สเป็นอุปกรณ์ที่กฎหมายบังคับให้เป็นไปตามมาตรฐาน ECR 67 ไม่อนุญาตให้ใช้ท่อร้อยเหมือนสมัยก่อน ที่มักซื้อท่อทองแดงโล้น ๆ แล้วมาร้อยแป๊บ ช่างบางคนร้อยบ้างไม่ร้อยบ้าง บางคนเอาผ้าเทปพัน ๆ  ต้องยอมรับว่าโครงสร้างหลักของมันคือคือทองแดง ถ้าไม่มีการพัน หรือพันอย่างไม่ถูกต้อง เวลาโดนน้ำ หรือเกิดออกไซด์ต่างๆ อาจผุกร่อนได้ พอผุกร่อนแล้วความปลอดภัยจะน้อยลง แต่ท่อที่มีมาตรฐาน ECR ส่วนมากจะผลิตจากเมืองนอก มีการใช้ยางหุ้มทองแดงมาจากโรงงาน ยางที่หุ้มทองแดงมักจะปิดพอดี น้ำซึมเข้ายาก ออกไซด์จะเข้าไม่ได้ ท่อพวกนี้มีความคงทน ใช้ได้ยาวนานกว่า ราคาอาจจะสูงกว่าเล็กน้อย

4.หม้อต้ม

หม้อต้ม หรือ อุปกรณ์ปรับลดแรงดัน และทำไอแก๊ส ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน ECR 67 ดูที่กำลังแรงม้าของรถยนต์ว่ามีกำลังตามที่กฏหมายกำหนด มีอะไรบ้างแรงม้าเท่าไหร่ กี่ซี.ซี. กี่แรงม้า ช่างจะนำข้อมูลตรงนี้ไปคำนวณว่าควรจะใช้หม้อต้มหรืออุปกรณ์ปรับลดแรงดันที่รองรับแรงม้าได้กี่ซี.ซี. หลังจากรู้ขนาด ความต้องการของหม้อต้มแล้ว ต้องดูมาตรฐานว่ามีตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่

5.รางหัวฉีด

รางหัวฉีด ถูกกำหนดให้เป็นไปตามมาตรฐาน ECE R67  มีความสำคัญในฐานะที่เป็นด่านสุดท้ายที่ทำหน้าที่จ่ายแก๊สเข้าไปในเครื่อง ถ้าหากใช้อุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐานจะเกิดอันตรายกับเครื่องยนต์ เพราะการจ่ายแก๊สของแต่ละสูบมักไม่เท่ากัน พอจ่ายไม่เท่ากันโอกาสที่เครื่องพังจึงค่อนข้างสูง

6.กล่องควบคุม หรือ ECU

กล่องควบคุม ถูกกำหนดให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กฎกระทรวงกำหนดไว้อยู่แล้ว การเลือกกล่องอีซียูที่ดีมีข้อพิจารณาดังนี้ ชื่อเสียงของอุปกรณ์ยี่ห้อนั้น ๆ ค่อนข้างเป็นตัวแปรสำคัญ ถ้าชื่อเสียงดี ติดตลาดแล้ว มีประวัติดีไม่มีปัญหา สามารถเลือกใช้ได้  นั่นคือต้องพิจารณาทั้งชื่อเสียงและความมั่นคงของผู้นำเข้าประกับการตัดสินใจ  การรับประกันหลังการขายมีหรือเปล่า ตรงนี้เป็นอะไรที่ใช้งานไปต้องมีการปรับแต่ง และต้องดูว่าผู้นำเข้ารองรับตรงนี้ได้แค่ไหนครับ

หลังจากเลือกอุปกรณ์ได้แล้วต้องเลือกช่างด้วย ซึ่งมีข้อควรพิจารณาดังนี้

อู่ที่ติดตั้งต้องผ่านการเห็นชอบจากกรมการขนส่งทางบกให้เป็นอู่มาตรฐาน

ชื่อเสียง อู่มีปัญหาเยอะไหม ถูกลูกค้าต่อว่าเยอะไหม มีฝีมือจริงหรือเปล่า ตรงนี้อาจค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตหรือสอบถามจากเพื่อนฝูงที่เคยติดมา

ก่อนติดตั้งควรเข้าไปพูดคุยซักถามกับอู่ดูว่ามีความรู้จริงหรือเปล่า ลองคุยดู  ก่อนที่จะไปคุยต้องหาข้อมูลมาบ้างพอสมควร แล้วเทียบข้อมูลจากที่ช่างพูดว่าตรงกับข้อมูลที่เราได้มาไหม หลังจากได้ข้อมูลมาสองด้าน นำมาชั่งน้ำหนักดู ถ้าตรงกัน ข้อมูลไปในทิศทางเดียวกัน แสดงว่าช่างคนนี้มีความรู้จริง

การบริการหลังการขาย ติดไปแล้วโดนลูกค้าต่อว่าเยอะหรือเปล่า ควรพูดคุยช่างและคอยสังเกตดูบรรยากาศที่ร้านควบคู่ไปด้วย

 

Comments

comments